การดูแลรักษาแอร์รถยนต์

จากสภาพอากาศในเมืองไทยที่ร้อนซะจน…หากเห็นอูฐออกมาเดินก็คงจะไม่แปลกใจเลย ทำให้หลายๆคนที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทาง ต้องเปิดใช้งานอย่างหนักหน่วง จนบางครั้งระบบต่างๆของแอร์รถยนต์ก็เริ่มสึกหรอและเสื่อมสภาพไปตามอายุการงาน วันนี้ ผู้เขียนจึงมีเคล็ดลับ การดูแลรักษาแอร์รถยนต์มาฝากผู้อ่านทุกท่านกัน เพื่อนำไปเป็นความรู้ในการดูแลรักษาแอร์รถยนต์ จะได้ไม่มานั่งเสียเงินซ่อมแซมที่ในภายหลัง พร้อมแล้ว ก็ไปรับชมกันได้เลย

  • เริ่มใช้งาน

ควรสตาร์ทเครื่องยนต์ และให้เครื่องยนต์อยู่ในอุณหภูมิทำงานก่อน หรือก็คือการที่พัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำเริ่มทำงาน จึงเปิดสวิตซ์ของระบบปรับอากาศ ดังนั้น ก่อนใช้งานจึงควรตรวจดูสวิตซ์ควบคุมเครื่องปรับอากาศว่าเปิดหรือปิด หากเปิดแนะนำให้กดปิดก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ การดูแลรักษาแอร์รถยนต์ด้วยวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้คอมเพลสเซอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ ในขณะที่คุณกำลังสตาร์ทรถยนต์อยู่นั่นเอง

  • สวิตซ์พัดลม

แนะนำให้เปิดสวิตซ์พัดลมที่ความเร็วสูงสุดทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงปรับลดลงไปตรงความเร็วที่ตนเองต้องการ เพื่อไล่ลมร้อนจากช่องปรับอากาศ แล้วจึงเปิดสวิตซ์ระบบปรับอากาศ (A/C) ปรับตำแหน่งไปที่ตำแหน่งเย็นที่สุด และจึงค่อยๆลดระดับลงมายังตำแหน่งที่ต้องการ แต่ต้องไม่เย็นเกินไป เพราะจำให้ระบบคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก การทำแบบนี้จะทำให้ควบคุมสวิตซ์พัดลมและสวิตซ์ของระบบปรับอากาศสัมพันธ์กับอุณหภูมิของรถยนต์ตามต้องการ

  • การล้างแอร์

รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานนาน ย่อมต้องเกิดกลิ่นอับชื้นหรือระบบแอร์เสื่อมสภาพ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การล้างแอร์ ซึ่งปัจจุบันก็มีวิธีทำง่ายๆโดยที่ไม่ต้องถอดตู้แอร์ออกให้ยุ่งยาก อาจจะล้างปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งการล้างแอร์จะช่วยยืดระบบการทำงานออกไปให้นานขึ้น กำจัดกลิ่นอับชื้นและสิ่งสกปรกที่เคยมีอยู่ให้จางหายไป นอกจากจะทำให้แอร์เย็นเหมือนเดิมแล้ว ยังทำให้ตัวผู้ใช้รถยนต์มีสุขอนามัยที่ดี ไม่เสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้อันเกิดจากฝุ่นละอองในช่องแอร์อีกด้วย

ดูแลรักษาแอร์รถยนต์

  • ตรวจเช็คเบื้องต้นด้วยตนเอง

สามารถทำได้ง่ายๆโดย เปิดกล่องฟิวส์หาตำแหน่งของระบบปรับอากาศ พวกฟิวส์คอมแอร์หรือฟิวส์พัดลมแอร์ในห้องโดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่กล่องฟิวส์ในรถยนต์จะบอกตำแหน่งของฟิวส์ที่ใช้งานในระบบไฟของรถยนต์ จึงควรพกฟิวส์สำรองไปด้วย หากฟิวส์เกิดขาดกลางทางก็สามารถเปลี่ยนได้ทันที แต่…ใครที่ไม่มีฟิวส์สำรองหรือไม่เคยเปลี่ยนด้วยตนเอง มีอยู่อีกทางเลือกหนึ่งคือ ขับรถไปหาช่องซ่อมแอร์รถยนต์หรือผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

  • ตรวจเช็คสภาพแอร์รถยนต์โดยผู้เชี่ยวชาญ

ต่อจากหัวข้อที่แล้ว หากฟิวส์ของระบบปรับอากาศเกิดเสียขึ้นมาหรือใครที่ใช้งานมานาน แน่นอนว่าก็ต้องมีการดูแลรักษาแอร์รถยนต์กันบ้าง โดยการพึ่งพาช่องซ่อมแอร์รถยนต์ หากแอร์ไม่มีความเย็นถ่ายเทออกมา มีกลิ่นอัพชื้น นั่นอาจเป็นเพราะปัจจุบัน รถยนต์รุ่นใหม่หลายยี่ห้อมีแผงกรองแอร์ติดตั้งไว้ในตู้แอร์ เมื่อใช้งานไปสักระยะ แผงกรองแอร์ที่ต้องกรองฝุ่นละอองตลอดเวลา ก็ย่อมเกิดการอุดตันขึ้น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของช่างซ่อมแอร์ที่จะจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยคุณสามารถเปลี่ยนที่กรองแอร์ได้ตามระยะทางที่คู่มือประจำรถได้กำหนดเอาไว้

  • คอล์ยเย็น

ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม / สเปรย์ปรับอากาศ เนื่องจากไอระเหยของสารเคมีในน้ำหอมหรือสเปร์ยปรับอากาศที่คุณใช้จะถูกดูดเข้าไปสะสมในครีบเล็กๆของคอล์ยเย็น ทำให้การระบายความเย็น การดูดซึมความชื้น การถ่ายเทความร้อนลดลง ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้น จึงควรให้ช่างซ่อมแอร์หรือศูนย์ให้บริการเกี่ยวกับแอร์รถยนต์ทำความสะอาดบ้าง เมื่อรู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพียงเท่านี้ ดูแลรักษาแอร์รถยนต์ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

  • สิ่งที่ควรทำทุกๆครั้งหลังการใช้งานแอร์รถยนต์

ก่อนถึงที่หมายประมาณสัก 15 นาที ให้ปิดสวิตซ์ของระบบปรับอากาศ (A/C) และเปิดพัดลมไปที่ตำแหน่งความเร็วสูงสุด เหตุที่แนะนำให้ทำแบบนี้ เพราะจะช่วยลดการทำงานของคอมเพรสเซอร์และไล่ความชื้นออกจากคอล์ยเย็น นอกจากนี้ หากใครที่จำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ เช่น จอดค้างคืน ควรปิดสวิตซ์ (A/C) และเปิดลมเปล่าให้แรงสุด เพื่อไล่ความชื้นที่ค้างอยู่ในแอร์และลดกลิ่นอับที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากตู้แอร์ทำจากอะลูมิเนียมจะเกิดการผุกร่อนได้ง่าย

นอกจากที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้นแล้ว ให้จำไว้เสมอว่าระบบแอร์เป็นระบบปิด ดังนั้น การที่คุณต้องเติมน้ำ แอร์บ่อยๆ นั่นหมายถึง แอร์รถยนต์ของคุณอาจเกิดการรั่วขึ้นแล้ว จึงควรนำไปซ่อมแซมโดยด่วน และไม่ควรเปิดกระจกรถยนต์บ่อยๆ เพราะจะทำให้ฝุ่นละอองจากภายนอกเข้ามาอุดตันในช่องแอร์ได้ง่าย หากมี เหตุจำเป็นที่ต้องเปิดกระจกรถก็ควรปิดจุดที่แอร์ออกให้มากที่สุด เพื่อให้ฝุ่นเข้าไปในช่องแอร์ได้น้อยที่สุดนั่นเอง

สุดท้ายนี้ ที่ขาดไม่ได้เลยคือ อย่าลืม ล้างแอร์รถยนต์ ทุกๆ 1 ปีหรือทุกปีอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ หากคุณดูแลรักษาแอร์รถยนต์อย่างถูกวิธีแล้วล่ะก็…จะช่วยยืดอายุการใช้งานไปได้อีกนานทีเดียว